IP Phone

posted on 09 Oct 2009 14:41 by itm0181

ฮัลโหลยุคใหม่ ช่วยปฏิวัติการสื่อสารมากกว่าแค่คุย

 

บทนำ

โทรศัพท์ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมากว่าร้อยปี และอาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์แรกที่ปฏิวัติการสื่อสารทางไกลของการพูดคุยสนทนาของมวลมนุษยชาติก็ว่าได้ ต้องขอขอบคุณ Alexander Graham Bell บิดาของบิดาแห่งโทรศัพท์  แต่ว่าการสื่อสารข้อมูลนั้นเกิดหลังจากการคิดค้นคอมพิวเตอร์มาไม่นานนี้เอง คือในช่วง กลางทศวัตที่หกสิบ เพราะฉะนั้นโดรงข่ายที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดคือ โครงข่ายการสื่อสารทางเสียง Voice โดยที่โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลนั้นยังเป็นรองมาถึงปัจจุบันนี้ สังเกตง่ายๆว่าคนใช้โทรศัพท์กับคนใช้อินเตอร์เน็ทเป็นนั้นอันไหนมากว่ากัน  แต่การพัฒนาที่จะใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันของสองโลกของเราก็มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานและอาจกล่าวได้ว่า ในยุคกลางนั้นเราใช้การสื่อสารข้อมูลผ่านโครงข่ายโทรศัพท์โดยการนำข้อมูลรวมกันไปกับสัญญาณเสียงผ่านโมเด็ม และใช้สายสัญญาณโทรศัพท์ในการรับส่งข้อมูลในปัจจุบันและอนาคต

การก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ความซับซ้อนของสังคมและเศรษฐกิจที่จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และการแข่งขันที่รุนแรง ในยุคของสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge Based Economy) เป็นปัจจัยสำคัญในการปรับพฤติกรรมการดำเนินงานภายนอกองค์การ โดยเฉพาะเครือข่ายคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงไปทั่วโลก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม สู่สังคมยูบิควิตัส (Ubiquitous society) ด้วย Ubiquitous technology ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมของการสื่อสารยุคใหม่และเป็นแนวโน้มของสังคมสารสนเทศ (Information Society) Ubiquitous เป็นภาษาลาติน มีความหมายว่า อยู่ในทุกแห่ง หรือ มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ถ้าจะแปลให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือวันนี้เป็นสังคม หูทิพย์ตาทิพย์ นั่นเอง มาร์ค ไวเซอร์ (Mark Weiser) แห่งศูนย์วิจัย Palo Alto ของบริษัท Xerox ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำนิยาม "ยูบิควิตัสคอมพิวติง" ไว้ว่า เราสามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้ทุกหนทุกแห่ง ทุกสภาพ แวดล้อมที่สามารถใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับเครือข่ายไม่ว่าจะอยู่ในที่แห่งใด  และเมื่อถนนทุกสายวิ่งเข้าสู่จุดตัดของไอพี (IP: Internet Protocol) ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในบ้านหรือสำนักงาน หรือระบบโทรศัพท์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองมานาน ก็เดินมาจุดนี้เช่นกัน

เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารด้วยเสียงหรือโทรศัพท์ได้พัฒนา เพื่อการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยอาศัยข่ายการสื่อสารในโครงสร้างแบบใยแมลงมุมที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก นั่นหมายถึงโครงข่ายโทรศัพท์ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์พื้นฐาน (โทรศัพท์บ้าน) หรือโทรศัพท์มือถือ จะสามารถติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายโดยจำลองเป็น โทรศัพท์บนเครือข่าย (IP Phone)

IP Phone คืออะไร

IP Phone (ไอพีโฟน) หรือที่เรียกว่า IP Telephony คือ โทรศัพท์ที่ใช้รองรับเทคโนโลยี VoIP มีลักษณะการทำงานต่างกับโทรศัพท์บ้านแบบอะนาลอกที่ใช้กันอยู่ทั่วไป เวลาใช้งานจะต้องต่อไอพีโฟนเข้ากับโครงข่ายอินเตอร์เน็ตโดยตรง (ซึ่งต้องมี server รองรับการให้บริการโทรศัพท์ภายในโครงข่าย IP ด้วย)  โดยไอพีโฟนจะนำเอาเสียงที่อยู่ในรูปสัญญาณดิจิตอลขนาด 64 Kbps มาบีบอัดพร้อมกับการเข้ารหัส ที่มีลักษณะพิเศษใช้ความเร็วในการส่งข้อมูลต่ำ (Low-bit-rate Vocoder) ให้เหลือประมาณ 8-10 Kbps แล้วจัดให้อยู่ในรูปแพ็คเก็ตไอพี (IP Packet) ก่อน จากนั้นก็จะส่งผ่านเครือข่าย ไปยังปลายทางที่ต้องการ

            บริการที่เชื่อมต่อการใช้งานด้านเสียงเข้ากับระบบสื่อสารข้อมูลขององค์กรโดยใช้โทรศัพท์ไอพีซึ่งมีความสามารถในการทำงานสูง จึงสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่าและสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้วยเสียง วิดีโอหรือข้อมูล โดยผ่านทางโครงข่ายไอพีเท่านั้น

มาตรฐาน IP Phone  มี 2 หลัก คือ H.323 และ SIP  (Session Initial Protocol)

1. H.323 เป็นมาตรฐานที่กำหนดในด้านเสียง หรือโปรโตคอลส่งเสียงพูดในเครือข่ายอินเทอร์ เน็ต ใช้ช่วยในการสื่อสารระหว่างระบบโทรศัพท์และระบบสื่อผสมต่าง ๆ โดยหน่วยงาน  ITU : International Telecommunication Union หรือ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการติดต่อสื่อสารโทรคมนาคม  ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนาในด้านโทรคมนาคม  ข้อมูลด้านเทคนิคและมาตรฐาน H.323 ดูรายละเอียดได้ที่ www.itu.int  และ www.h323forum.org/standards/

2. SIP (Session Initiation Protocol) Standard   เป็นมาตรฐานในการใช้งานเทคโนโลยี VoIP โดยได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานกับระบบ IP โดยเฉพาะ และเป็นมาตรฐานในชั้น Application Layer Control Protocol สำหรับการเริ่มต้น (Creating) การปรับเปลี่ยน (Modifying) และการสิ้นสุด (Terminating) ของ Session หรือการติดต่อสื่อสารหนึ่งครั้ง  ภายใต้การกำกับดูแลของ  IETF : Internet Engineering Task Force  ซึ่งเป็นหน่วยวิศวกรรมอินเทอร์เน็ตที่ทำหน้าที่คิดค้นและปรับ ปรุงโปรโตคอลต่าง ๆ ที่ใช้ในอินเทอร์เน็ต เป็นองค์กรที่จัดตั้งอย่างไม่เป็นทางการประกอบ ด้วยกลุ่มทำงานต่างๆ ที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและมีการประชุมร่วมกันเป็นประจำ รายละเอียดเกี่ยวกับ SIP ดูได้ที่ http://www.ietf.org/ และ http://www.sipcenter.com/

 

ส่วนประกอบของระบบ IP Phone

1. โครงข่ายพื้นฐาน (Infrastructures) หมายถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในหน่วยงาน ในด้านความพร้อมของเครือข่ายการสื่อสารของมหาวิทยาลัยนั้นทุกอาคารมีการเชื่อมโยงด้วยสายใยแก้วนำแสงและมีการเชื่อมโยงภายในของแต่ละอาคารซึ่งมีทั้งชนิดสายสื่อสารและชนิดไร้สายและในสาขาวิทยบริการฯ ส่วนภูมิภาคก็มีการเชื่อมโยงด้วยเครือข่ายใยแก้วนำแสงเช่นกัน ซึ่งเครือข่ายสามารถรองรับการเชื่อมโยงทั้งคอมพิวเตอรืและระบบโทรศัพท์

2. Voice Gateway เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้งานสำหรับให้บริการโทรศัพท์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องโทรศัพท์ตู้ชุมสายโทรศัพท์สาธารณะ PSTN (Public Switched Telephone Network) กับระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอย่างเครือข่ายไอพี ซึ่งการใช้ระบบโทรศัพท์ไอพีต้องอาศัยอุปกรณ์นี้เป็นตัวกลางซึ่งมหาวิทยาลัยมีรองรับอยู่แล้ว

3. IP Telephony Server เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้รับการติดตั้งโปรแกรมสื่อสาร (Software Client) หรืออุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบ สำหรับการใช้งานโทรศัพท์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งมหาวิทยาลัยมีเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมทุกหน่วยงานนั่นหมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อกับเครือข่ายทุกเครื่องสามารถติดตั้งเป็นโทรศัพท์ได้ด้วย

4. เครื่อง IP Phone สำหรับใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้ อาจจะเป็นหัวเครื่องโทรศัพท์ IP Phone, Wifi Phone, Video Phone, Video Conference หรือโปรแกรมที่รองรับตามมาตราฐาน  H.323 และ SIP เป็นต้น

 

Telephony, VoIP and IP Phone

Telephony ในความหมายคือ การสื่อสารผ่านการพูดคุยการหรือสนทนาระหว่างบุคลหรือคณะบุคคลผ่านสายสัญญาณที่มีไฟฟ้าเป็นตัวนำหรือคลื่นความถี่วิทยุ เทคโนโลยี Voice over IP และ IP Phone  มันคืออะไรกัน   เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร หรือว่าเป็นการกล่าวถึงสิ่งเดียวกัน ในความเป็นจริงแล้วอาจกล่าวได้ว่าขึ้นอยู่กับการเรียกขานของแต่ละคนหรือบริษัทผู้ขายว่าจะเรียกอะไร บางครั้งอาจจะพอใจที่จะใช้ IP Phone และโต้เถียงว่า VoIP เป็นข้อกำหนดเฉพาะของการส่งสัญญาณเสียงในรูปแบบดิจิตอลผ่านการสื่อสารผ่านโครงข่ายไอพีว่า และ IP Phone ก็หมายถึงเทคโนโลยีที่ครอบคลุมไปทั้งหมดทุกส่วน และบางครั้งก็ว่า VoIP ต่างหากที่เป็นส่วนที่ครอบคลุมทั้งของเทคโนโลยี IP Phone คือส่วนที่มีการประยุกต์ใช้ให้ทำหน้าที่เหมือนกับระบบโทรศัพท์แบบเดิมที่ใช้กันอยู่เพียงแค่ ใช้โครงข่ายการสื่อสารไอพีเท่านั้น แต่ไม่ว่าใครจะนิยามกันอย่างไรก็สุดแท้แต่ ในท้ายนี้ทั้งสองคำไม่ว่าจะเป็นVoIP หรือIP Phone  สามารถใช้แทนกันได้ กล่าวได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน บางทีอาจจะบอกว่า IP Phone ฟังดูแล้วเป็นการเป็นงานกว่า 

กำเนิด VoIP และ IP Phone

Voice over IP และ IP Phone  ถือกำเนิดเกิดมาพร้อมกันในช่วงของยุคการปฏิวัติ ทางข้อมูลข่าวสารโดยอินเตอร์เน็ทได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในครั้งนั้น ในปี 1995 บริษัท Vocaltec ของ อิสราเอล ได้มีการพัฒนาแอบพลิเคชั่นเพื่อใช้บน พีซี โดยการบีบอัดสัญญาณเสียงและส่งไปบนแพ็คเก็ตของไอพีผ่านอินเตอร์เน็ท นี่คือการเริ่มต้นของการการพัฒนาVoice over IP และ IP Telephony  จากนั้นได้มีหลายบริษัทได้เข้าร่วมขบวนทัพ รวมทั้ง Lucent, Nortel, Cisco, Alcatelฯลฯ และน้องใหม่ที่มาแรงในเวลานั้นคือ Selsius ต่อมาภายหลังได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Cisco นั่นเอง และนั่นคือการเริ่มต้นของVoIPดังคำกล่าวที่ว่าไม่มีอดีต ไม่มีปัจจุบัน ก็ไม่มีอนาคต  VoIPได้พัฒนาตัวเองตลอดเวลามากว่าสิบปีกว่าจะมาเป็นเทคโนโลยีที่พร้อมสรรพสำหรับวันนี้

ทำไมต้อง IP Phone

·       การดูแลรักษาอุปกรณ์ และระบบIP Phone ง่ายและประหยัดกว่า เพราะว่า IP Phone  นั้นใช้งานระบบเน็ทเวิร์คระบบเดียวกันกับองค์กรมีอยู่ พูดง่ายๆว่าแทนที่จะมีระบบโครงข่ายโทรศัพท์แยกออกมาต่างหากซึ่งจะเพิ่มความยุ่งยากในการดูแลเพิ่มขึ้นมาอีก

·       IP Phone สามารถเพิ่มมูลค่าของการใช้งานอินเตอร์เน็ทหรือโครงข่ายไอพี โดยการใช้การสื่อสารทางโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ท หรืออีกนัยหนึ่งคือการลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานโทรทางไกลระหว่างองค์กร

·       การขยายระบบเป็นไปได้ง่ายถ้าเทียบกับระบบโทรศัพท์แบบเดิมเพราะว่าสามรถใช้กับเครื่องพีซีที่มีขายกันอยู่ทั่วไปในท้องตลาด

·       ความสามรถในควบคุมระบบได้อย่างกว้างขวางกว่าระบบPBXแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้บุคลากรที่เชี่ยวชาญกับระบบนั้นๆ

·       การบริหารระบบโครงข่าย IP Phone  เป็นไปอย่างสัมฤทธิ์ผลเพราะว่าสัญญาณการควบคุมการทำงานของ IP Phone (signaling)ทำงานอยู่บนโครงข่ายเดียวกันกับการส่งสัญญาณเสียงซึ่งแตกต่างกับ ระบบ PSTN ซึ่งต้องใช้ SS7โปรโตคอลเป็นตัวควบคุมผ่านอีกโครงข่ายหนึ่ง

·       ความอยู่รอดปลอดภัยของระบบต่อความเสียหายจากการที่ระบบไม่พร้อมให้บริการนั้นทำได้ง่ายกว่าระบบโทรศัพท์แบบเดิม เนื่องจากพื้นฐานการทำงานของระบบเป็นซอฟแวร์ทำงานร่วมกับ โปรโตคอล TCP/IP

·       อุปกรณ์ของโทรศัพท์แบบเดิมสามารถทำงานร่วมกับระบบ IP Phone  ได้ โดยใช้ Analog Telephone Adaptor หรือ ATA เป็นตัวเชื่อมต่อ

·       การนำระบบ IP Phone มาใช้ร่วมกับแอปพลิเคชั่นของคอมพิวเตอร์ทำได้ง่ายกว่าระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิม เพราะว่าการการติดตั้งใช้งานของ IP Phone เป็นระบบเปิด สามารถประยุกต์ใช้งานกับระบบคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างสะดวกและใช้งบประมาณน้อยกว่า

·       แรงผลักดันของตลาดและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้

ประโยชน์ที่ได้รับจากระบบ IP Phone

1.        ประหยัดค่าใช้จ่าย ระบบ IP Telephony สามารถช่วยท่านลดค่าใช้จ่ายโทรศัพท์ภายในองค์กรลดค่าใช้จ่ายด้านวิศวกรดูแลระบบ พร้อมทั้งประหยัดเวลาในการ implement ทำให้สามารถใช้ระบบ  IP Telephony ได้ทันทีไม่ขาดตอน

2.        เพิ่มประสิทธิภาพให้หน่วยงาน เพราะการจัดสรรทรัพยากรลงไปในระดับสาขา จะช่วยลดการพึ่งพาสำนักงานใหญ่ และเจ้าหน้าที่ยังสามารถติดต่อประสานงานกับสาขาหรือสำนักงานใหญ่ได้ทุกที่ทุกเวลา

3.        ใช้ประโยชน์จากระบบเครือข่ายที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ด้วยการหลอมรวมการสื่อสารทางเสียงเข้ากับการสื่อสารทางข้อมูลที่มีอยู่ จึงไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อน

4.           หมายเลขเดียวติดต่อได้ทั่วโลก ทั้งการติดต่อทางด้านเสียง, แฟกซ์ และข้อมูล ไม่ว่าจะย้ายไปที่ใดก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จากฟังก์ชั่น high mobility ของโทรศัพท์ IP โดยใช้หมายเลขเดิมได้ และยังสามารถต่อสายไปยังโทรศัพท์มือถือด้วยฟังก์ชั่น Call forward ทำให้ไม่พลาดจากการติดต่อสื่อสาร

5.           ขยายสาขาได้อย่างง่ายดาย การจัดการเรื่องระบบโทรศัพท์ของสาขาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ง่ายดาย ไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์เพิ่ม ไม่ต้องวางข่ายสายภายในให้ยุ่งยาก ช่วยประหยัดเงิน เวลา และง่ายต่อการดูแลรักษา

 

จากที่กล่าวข้างต้นคำว่า  VoIP  ก็คือ เทคโนโลยีในการส่งข้อมูลเสียงไปบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่าย IP ส่วน IP Phone เป็นเทคโนโลยีโทรศัพท์ที่ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสามารถรับ-ส่งภาพ เสียงและข้อมูลได้ ระบบโทรศัพท์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการเพิ่มคุณค่าและประโยชน์องค์การที่ลงทุนต่ำด้วยเครือข่ายที่มีอยู่เดิมโดยพัฒนาให้สามารถรองรับการใช้โทรศัพท์บนเครือข่าย จากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารทำให้ระบบสามารถบูรณาการเป็นระบบเดียวกันและใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ

 

 

The Future Internet

posted on 08 Oct 2009 14:39 by itm0181
บทนำเนื่องจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ขยายกว้างขวางออกไปอย่างรวดเร็ว โครงสร้างพื้นฐานทางด้านระบบสื่อสารโทรคมนาคมจึงต้องพัฒนาให้สามารถรองรับได้อย่างเหมาะสมกับปริมาณการใช้ข้อมูลข่าวสาร การประยุกต์ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการประยุกต์ใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่เสมอ เริ่มแรกจากการรับส่งข้อมูลข่าวสารด้วยตัวหนังสือ ต่อมาจึงมีการพัฒนาให้ใช้ข้อความและรูปภาพกราฟิก เมื่อระดับความสามารถของระบบคอมพิวเตอร์ดีขึ้น คือ สามารถประมวลผลรูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว และวิดีโอได้เป็นอย่างดี ไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจึงเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานกับสื่อประสมได้หลายสื่อ เราเรียกสื่อประสมหลายสื่อนี้ว่า มัลติมีเดีย          หากพิจารณาที่เครื่องคอมพิวเตอร์แบบมัลติมีเดียจะพบว่า คอมพิวเตอร์มีระดับความสามารถของซีพียูที่คำนวณได้รวดเร็วมากขึ้น มีหน่วยความจำซึ่งเก็บข้อมูลได้มาก รวมถึงหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ และซีดีรอมที่มีความจุเพิ่มขึ้น การแสดงผลก็ได้ภาพที่ละเอียดและมีจำนวนสีมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ การประยุกต์ใช้งานอินเทอร์เน็ตจึงได้รับการพัฒนาเพื่อให้ใช้งานบนระบบเวิลด์ไวด์เว็บที่เก็บข้อมูลข่าวสารในรูปแบบมัลติมีเดีย คือ มีการเก็บภาพเสียง และข้อมูลแบบวิดีโอ ผู้ใช้สามารถเรียกภาพและวิดีโอเหล่านี้มาแสดงผลบนเครื่องของตนเองได้  1.            แนวโน้มและการพัฒนาของอินเตอร์เน็ต                ปี 2009 และปีต่อๆ ไป โอกาสที่จะเห็นเว็บไซต์ไทยใหญ่ๆ เกิดขึ้นมา คงจะเป็นเรื่องที่เห็นกันได้น้อยแล้ว เพราะด้วยปัจจัยเช่น เว็บไซต์ต่างๆ เริ่มเปลี่ยนรูปแบบจาก portal ไปสู่ social กันมากขึ้น คนธรรมดากลายเป็นเจ้าของเว็บ (Blog) กันมากขึ้น ทำให้การเข้าถึงหรือการสร้างเว็บไซต์ขนาดใหญ่จะมีให้เห็นกันน้อยลง โดยเฉพาะในเมืองไทย แต่จะเริ่มเห็นการเข้ามาของเว็บไซต์ต่างประเทศ ที่เริ่มพากันแปลงร่าง แปลภาษา มีเว็บไซต์เวอร์ชั่นภาษาไทยกันมากขึ้น ที่เห็นๆ ได้แก่ Facebook, Friendster หรือ แม้แต่บริการอื่นๆ ของ Google ซึ่งปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยหลายๆ คน หันไปใช้บริการเว็บไซต์ของต่างประเทศกันมากขึ้น จากการเปิดให้บริการด้วยภาษาท้องถิ่นของผู้ให้บริการเว็บไซต์ต่างๆ ของต่างประเทศ ทำให้คนไทยจะหันไปใช้บริการเว็บไซต์ต่างประเทศกันมากขึ้น  และรูปแบบของผู้ให้บริการก็จะเหลือหลักๆ ไม่มีเจ้า เช่น ฝากวีดีโอกับ Youtube.com, ฝากภาพไว้กับ Flickr.com หรือ Multiply.com, ใช้ E-mail ที่ Hotmail.com หรือ Gmail.com, เขียน blog กับ blogger.com หรือ wordpress.com ส่วนเว็บไซต์ในไทยจะเริ่มเข้าสู่การแข่งขันในรูปแบบของ การแข่งขันในตลาดเฉพาะ (Vertical or Niche Market)  กันมากขึ้น เช่น siambrandname.com, blognone.com เป็นต้น                  เมื่อความเร็วอินเทอร์เน็ตมีความเร็วเพิ่มมากขึ้น เนื้อหาข้อมูลจากเดิมที่เป็นตัวหนังสือ หลายๆ เว็บก็เลือกที่จะเปลี่ยนรูปแบบของข้อมูลเป็นรูปแบบ ภาพวีดีโอ เพราะด้วยการสร้างไฟล์วีดีโอทำได้ไม่ยาก เพราะสามารถสร้างได้จากโทรศัพท์มือถือ และสามารถอัพโหลดไปเก็บไว้ได้ง่ายๆ ผ่านผู้ให้บริการมากมายหลายแหล่ง จะทำให้ข้อมูลรูปแบบวิดีโอนี้ เป็นเรื่องที่เห็นกันมากขึ้น  ในปีทีผ่านมา Social Network เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันหลายๆ คน แต่ในปี 2009 นี้ Social Network จะเริ่มเข้ามามีบทบาท และมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนที่ออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ hi5.com, facebook.com เราจะเริ่มเห็นการอ้างอิงแหล่งข้อมูลจะมาจากเว็บประเภท Social Network หรือ Blog กันมากขึ้น 

                การให้บริการแบบ user name + password อันเดียวจะเริ่มเข้ามาบทบาทในการเข้าสู่เว็บไซต์ต่างๆ มากขึ้นในปี 2009 เพราะด้วยมาตรฐานของ OpenID (www.openid.net) จะทำให้เราสามารถเข้าสู่เว็บไซต์ต่างๆ โดยใช้ user name และ password ของเว็บไซต์ที่คุณใช้เป็นประจำอยู่แล้วได้เลย เช่นใช้ user ของ Yahoo.com หรือของ Wordpress.com เป็นต้น

 
 
   
ด้วยตอนนี้แนวโน้มของ ซอฟต์แวร์หลายๆ ตัวกำลังมุ่งไปสู่ เว็บแอพพิลเคชั่น (Web Application) ซึ่งทำให้ บราวเซอร์กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการเข้าสู่บริการต่างๆ เหล่านี้ และด้วยรูปแบบของเว็บไซต์หลายๆ แห่งเริ่มเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการเป็นรูปแบบบริการซอฟแวร์ หรือ SaaS (software as a service) เช่น photoshop.com บริการแต่งภาพทางออนไลน์ของ adobe หรือ google docs บริการซอฟแวร์สแปรดชีตออนไลน์ ของค่าย google  การเก็บข้อมูลและการคำนวนการทำงานของระบบอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนไป โดยจะถูกนำไปเก็บรวมเอาไว้อยู่ในผู้ให้บริการเพียงไม่กี่เจ้า โดยข้อมูลและการทำงานทั้งหมดจะถูกทำงานในรูปแบบ การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ (Cloud Computing) ซึ่งจะทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายหลายๆ ลงไปได้เป็นจำนวนมาก และได้มาซึ่งประสิทธิภาพในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันผู้ให้บริการ Cloud Computing ใหญ่ๆ ในโลกนี้ได้แก่ Amazon EC2, Google App Engine เป็นต้น  โทรศัพท์ที่สามารถเข้าสู่อินเทอร์เน็ต จะมีเพิ่มมากขึ้น ราคาอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือจะมีราคาถูกลง และโปรแกรม-แอพพิลเคชั่น รวมถึงเนื้อหา (Content) จะเริ่มมีเพิ่มมากขึ้น และ ความเร็วการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือจะมีความเร็วเพิ่มมากขึ้นจากการเปิดให้บริการ 3G หรือ Wimax ทั้งหมดนี้จะทำให้ อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ จะเริ่มกลับมาเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น (หลังจากที่โดนหลอกกันมาเมื่อ 2-3 ปีก่อน) ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามือถือที่เริ่มออกมากันมาในช่วงนี้จะมีความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ดีขึ้น  1.            RFID หรือ Radio Frequency Identificationอาร์เอฟไอดี (RFID ย่อมาจากคำเต็มว่า Radio-frequency identification) เป็นวิธีการในการเก็บข้อมูลหรือระบุข้อมูลแบบอัตโนมัติ โดยทำงานผ่านการรับสัญญาณจากแท็กเข้าสู่ตัวส่งสัญญาณ ผ่านทางคลื่นวิทยุ แท็กของอาร์เอฟไอดีโดยปกติจะมีขนาดเล็กซึ่งสามารถติดตั้งเข้ากับผลิตภัณฑ์สินค้า สัตว์ บุคคลได้ ซึ่งเมื่อตัวส่งสัญญาณส่งคลื่นวิทยุไป และพบเจอแท็กนี้ สัญญาณจะถูกส่งกลับพร้อมกับข้อมูลที่เก็บไว้ในแท็ก โดยตัวส่งสัญญาณนี้เองยังสามารถบันทึกข้อมูลลงในแท็กได้แท็กอาร์เอฟไอดีจะประกอบไปด้วยสองส่วนหลักคือ ส่วนวงจรไฟฟ้าที่เก็บข้อมูลและคำนวณการของข้อมูล และอีกส่วนคือส่วนเสาอากาศหรือตัวรับส่งสัญญาณความเป็นมาของ RFID  เทคโนโลยีของ RFID มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้น ค.ศ. 1920 โดยที่อุปกรณ์ RFID ที่มีการประดิษฐ์ขึ้นใช้งานเป็นครั้งแรกนั้น เป็นผลงานของ Leon Theremin ซึ่งสร้างให้กับรัฐบาลของประเทศรัสเซียในปี ค.ศ. 1945 ซึ่งอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาในเวลานั้นทำหน้าที่เป็นเครื่องมือดักจับสัญญาณ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวระบุเอกลักษณ์อย่างที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน ประเภทของ RFID  RFID  แบ่งได้เป็นสองประเภท ได้แก่ Active และ Passive                Passive RFID Tag ไม่มีแหล่งกำเนิดไฟฟ้าในตัวเอง กระแสไฟฟ้าที่อยู่ในเสาอากาศของ Tag นั้นเกิดจากสัญญาณวิทยุที่ได้รับมาจากเครื่องส่ง ซึ่งมีกำลังไฟฟ้ามากพอที่จะให้ Tag ใช้ส่งสัญญาณตอบสนองกลับไปยังเครื่องอ่าน RFIDได้ และเนื่องจากการมีพลังงานไฟฟ้าอยู่จำกัด สัญญาณตอบสนองของ Tag ประเภทนี้จึงเป็นข้อมูลสั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปอาจจะเป็นเพียงหมายเลขที่ใช้ระบุเอกลักษณ์ (GUID) เท่านั้น  ด้วยเหตุที่ Tag ประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้า ทำให้มีขนาดเล็กมาก ขนาดที่เล็กที่สุดที่ใช้งานอยู่ในตอนนี้ มีขนาดเพียง 0.4 x 0.4 มิลลิเมตร เท่านั้น ซึ่งบางกว่าแผ่นกระดาษ และบางประเภทก็ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในการใช้งานนั้น Passive Tag สามารถรับส่งสัญญาณได้ในระยะตั้งแต่ 10 มิลลิเมตร จนถึง 6 เมตร                Active RFID Tag ต้องใช้แหล่งกำเนิดไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่ภายในเพื่อการการทำงาน และสามารถรับส่งสัญญาณที่มีข้อมูลจำนวนมากได้ในระยะทางที่ไกลกว่าแบบ Passive ปัจจุบันนี้ Active Tag ที่มีขนาดเล็กที่สุดมีขนาดประมาณเหรียญบาท สามารถรับส่งข้อมูลได้ในระยะห่างหลายสิบเมตร และมีแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานหลายปีการประยุกต์ใช้ RFID ในปัจจุบัน                ปัจจุบัน มีการประยุกต์ใช้ RFID Tag กันอย่างแพร่หลาย โดยนำมาใช้แทนระบบบาร์โค้ดแบบเดิม เนื่องจาก RFID ID มีความสะดวกสบายในการใช้งานมากกว่า เนื่องจาก ไม่จำเป็นต้องนำวัตถุมาอ่านด้วยเครื่องอ่านบาร์โค้ด เพียงแค่นำวัตถุที่ติด Tag ไปผ่านบริเวณที่มีเครื่องอ่านสัญญาณก็จะสามารถอ่านค่าได้ทันที ทำให้สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ RFID ในปัจจุบัน ได้แก่                      - การใช้ระบุเอกลักษณ์บุคคล ในงานด้านการรักษาความปลอดภัยของอาคาร โดยจะฝัง Tag ไว้ใต้ผิวหนังของบุคคลที่มีสิทธิในการเข้าออกพื้นที่ต่างๆ ของอาคาร ซึ่งเครื่องอ่านสัญญาณจาก Tag ที่ฝังไว้จะประมวลผลได้ว่า จะอนุญาตให้บุคคลนั้น ผ่านเข้าไปในบริเวณที่กำหนดไว้ได้หรือไม่           - การใช้งานในเชิงพาณิชย์ เพื่อการทำสต๊อกสินค้า และการจำหน่าย โดยนำมาใช้แทนรหัสบาร์โค้ดแบบเดิม  เนื่องจาก RFID มีคุณสมบัติที่สามารถตรวจสอบตำแหน่งของวัตถุได้ด้วยข้อมูลใน Tag ทำให้การตรวจสอบสินค้าทำได้สะดวก สามารถรู้ตำแหน่งของสินค้าแต่ละชิ้นที่อยู่ในร้านได้ทันที และการอ่านค่าจาก Tag ก็ทำได้อย่างรวดเร็วกว่าบาร์โค้ด นอกจากนี้ RFID ยังสามารถบรรจุข้อมูลได้หลากหลายกว่าที่ใช้ในระบบบาร์โค้ดเดิม             นอกจากนี้ ยังใช้ RFID เพื่อการติดตามกระบวนการผลิต และการขนส่งของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ทราบว่า กระบวนการผลิตและการขนส่งนั้น เป็นอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และต้องปรับปรุงในขั้นตอนใด โดยจะเก็บข้อมุลจากสัญญาณที่ส่งจาก Tag ในแต่ละขั้นตอน                - การใช้งานในด้านการจราจร ขนส่ง  มีการประยุกต์ใช้ระบบ RFID กับการคำนวณค่าขึ้นลงทางด่วน โดยรถที่ต้องการใช้ทางด่วน จะติด Tag ไว้บริเวณกระจกหน้า เมื่อรถแล่นผ่านเครื่องอ่านสัญญาณบริเวณทางขึ้นและทางลง เครื่องจะทำการคำนวณค่าใช้จ่ายให้โดยอัตโนมัติ                 - หนังสือเดินทางและใบขับขี่ของหลายประเทศในปัจจุบันได้ฝัง RFID Tag ไว้ โดยภายใน Tag ที่ฝังไว้จะมีข้อมูลของบุคคลที่เป็นเจ้าของ เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทันทีที่เดินผ่านบริเวณเครื่องอ่านสัญญาณ ทำให้เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ และช่วยในการรักษาความปลอดภัยในมีประสิทธิภาพมากขึ้นมาตรฐาน RFID (RFID Standard) จากการที่เทคโนโลยี RFID มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดมาตรฐานโลกในการใช้งาน เพื่อให้ผู้ผลิตหรือผู้ใช้งานสามารถบริหารและจัดการการใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในกระบวนการพัฒนามาตรฐานจำเป็นจะต้องเป็นที่ยอมรับและสามารถใช้งานได้ในทุกประเทศทั่วโลกและเครื่องอ่านทุกยี่ห้อสามารถทำงานได้ที่ความถี่ที่เข้ากันได้ และรหัสข้อมูลต่างๆ มีความเข้าใจตรงกัน การพัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศสำหรับการใช้งาน RFID มีหลายองค์กร หลายกลุ่ม ได้พยายามพัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศขึ้น ได้แก่ ISO (http://www.iso.org) EPCglobal (http://www.epcglobalinc.org) AIM Global (http://www.aimglobal.org/technologies/rfid/) Global Data Synchronization Network (http://www.uccnet.org/PressRoom/GDSN.html) และ Ubiquitous ID Centre (http://www.uidcenter.org) โดยที่มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ RFID มีการกำหนดไว้ 4 ด้านดังนี้มาตรฐานด้านเทคโนโลยี (Technology) มาตรฐานรูปแบบของข้อมูล (Data format) มาตรฐานวิธีการทดสอบ (Conformance) มาตรฐานการใช้งาน (Applications)1.              Wi-Fi Internet Trend                Wi-Fi (wireless fidelity) เป็นเทคโนโลยีใหม่ ในปัจจุบันระบบเครือข่ายไร้สายสาธารณะ ได้รับความนิยมกันอย่างมาก ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกสบาย ในการติดต่ออินเตอร์เน็ตด้วยความเร็วสูงมากผ่านเครือข่ายไร้สายในขณะที่ผู้ใช้เดินทางไปนอกสถานที่ก็สามารถสื่อสารกันได้Wi-Fi ก็คือ เทคโนโลยีสำหรับรอดแบนด์ไร้สาย ที่ทดสอบผลิตภัณฑ์ Wireless Lan หรือระบบNetwork แบบไร้สาย ภายใต้เทคโนโลยีการสื่อสาร มาตราฐาน IEEE 802.11 ซึ่งก็ได้มีการพัฒนากันมาเรื่อยๆ จาก IEEE 802.11 ธรรมดามาเป็น 802.11b 802.11a 802.11g ขึ้นซึ่งจะต่างกันเรื่องของความเร็ว ในการรับส่งข้อมูลเป็นหลัก  ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวได้ออกมา 3 ความเร็วด้วยกันคือ -   802.1a ทำงานด้วยความถี่ 5 GHz ที่อัตราความเร็วข้อมูล 54 Mbps (แต่ไม่นิยมใช้งานในประเทศไทย) -   802.1b ทำงานด้วยความถี่ 2.4 GHz ทึ่ความเร็ว 11 Mbps -   802.1g ทำงานด้วยความถี่ 2.4 GHz ทึ่ความเร็ว 54 Mbps Wi-Fi Network ขึ้นอยู่กับประเภทของคลื่น Wi-Fi ที่ใช้ และรวมถึงผู้ใช้มีเสาอากาศ หรือมีเครือข่ายอยู่ในสภาพเปิด หรือแม้กระทั่งอยู่ในตึกซึ่งมีสิ่งกีดขวางมากมาย เช่น กำแพง เฟอร์นิเจอร์ ตำแหน่งของสิ่งกีดขวางเหล่านั้น มีผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถของ Wi-Fi ได้ เพราะ Wi-Fi เป็นคลื่นวิทยุที่มีความถี่ต่ำและไม่สามารถเจาะทะลุผ่านโลหะ น้ำ หรือวัตถุอื่นได้ โดยทั่วไปแล้ว Wi-Fi Network จะมีขอบข่ายอยู่ที่ 75 ถึง 150 ฟุตในสภาพแวดล้อมโดยทั่ว ๆ ไปของบ้าน ที่พักอาศัยหรือสำนักงานHot spot คืออะไรHotspot เป็นบริการ อินเตอร์เน็ตสาธารณะไร้สายความเร็วสูง ด้วยเทคโนโลยีของ Wireless LAN หรือที่เรียกกันว่า Wi-Fi ซึ่งในปัจจุบันมีการให้บริการกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามแหล่งชุมชน ต่างๆ เช่น สนามบิน ร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล การใช้บริการ Hotspot นี้ อาจจะต้องลงทุนสูง เพราะสองสิ่งหลักที่เราต้องมีก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ Notebook หรือ PDA และ Wireless LAN Card แต่หาก Notebook หรือ PDA บางรุ่นมี Wi-Fi ในตัวก็สบายไปหน่อยไม่ต้องหาซื้ออุปกรณ์เพิ่ม ข้อดีของการใช้ Wi-Fi ก็คือ สถานที่ที่บริการ อินเตอร์เน็ตสาธารณะที่เรียกกันว่า Hot Spot นี้จะบริการด้วย อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และสามารถยก office ไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟได้อย่างสบายๆ เพราะข้อมูลงานต่างๆนั้นก็จะเก็บไว้ใน Notebook ของอยู่แล้วรูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายPeer-to-peer ( ad hoc mode ) รูปแบบการเชื่อมต่อระบบแลนไร้สายแบบ Peer to Peer เป็นลักษณะ การเชื่อมต่อแบบโครงข่ายโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 2 เครื่องหรือมากกว่านั้น เป็นการใช้งานร่วมกันของ wireless adapter cards โดยไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบใช้สายเลย โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีความเท่าเทียมกัน สามารถทำงานของตนเองได้และขอใช้บริการเครื่องอื่นได้ เหมาะสำหรับการนำมาใช้งานเพื่อจุดประสงค์ในด้านความรวดเร็วหรือติดตั้งได้โดยง่ายเมื่อไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับ ยกตัวอย่างเช่น ในศูนย์ประชุม, หรือการประชุมที่จัดขึ้นนอกสถานที่Client/server (Infrastructure mode)  ระบบเครือข่ายไร้สายแบบ Client / server หรือ Infrastructure mode เป็นลักษณะการรับส่งข้อมูลโดยอาศัย Access Point (AP) หรือเรียกว่า “Hot spot” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายแบบใช้สายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (client) โดยจะกระจายสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อ รับ-ส่งข้อมูลเป็นรัศมีโดยรอบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรัศมีของ AP จะกลายเป็น เครือข่ายกลุ่มเดียวกันทันที โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ จะสามารถติดต่อกัน หรือติดต่อกับ Server เพื่อแลกเปลี่ยนและค้นหาข้อมูลได้ โดยต้องติดต่อผ่านAP เท่านั้น ซึ่ง AP
1 จุด สามารถให้บริการเครื่องลูกข่ายได้ถึง 15-50 อุปกรณ์ ของเครื่องลูกข่าย เหมาะสำหรับการนำไปขยายเครือข่ายหรือใช้ร่วมกับระบบเครือข่ายแบบใช้สายเดิมในออฟฟิต, ห้องสมุดหรือในห้องประชุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น
Multiple access points and roaming  โดยทั่วไปแล้ว การเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ กับ Access Point ของเครือข่ายไร้สายจะอยู่ในรัศมีประมาณ 500 ฟุต ภายในอาคาร และ 1000 ฟุต ภายนอกอาคาร หากสถานที่ที่ติดตั้งมีขนาดกว้างมากๆ เช่นคลังสินค้า บริเวณภายในมหาวิทยาลัย สนามบิน จะต้องมีการเพิ่มจุดการติดตั้ง AP ให้มากขึ้น เพื่อให้การรับส่งสัญญาณในบริเวณของเครือข่ายขนาดใหญ่ เป็นไปอย่างครอบคลุมทั่วถึงThe Use of Directional Antennas  ระบบแลนไร้สายแบบนี้เป็นแบบใช้เสาอากาศในการรับส่งสัญญาณระหว่างอาคารที่อยู่ห่างกัน โดยการติดตั้งเสาอากาศที่แต่ละอาคาร เพื่อส่งและรับสัญญาณระหว่างกัน 1.            3G หรือ Third Generation  เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 อุปกรณ์การสื่อสารยุคที่ 3 นั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสาน การนำเสนอข้อมูล และ เทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกัน เช่น PDA โทรศัพท์มือถือ Walkman, กล้องถ่ายรูป และ อินเทอร์เน็ต3G เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องจากยุคที่ 2 และ 2.5 ซึ่งเป็นยุคที่มีการให้บริการระบบเสียง และ การส่งข้อมูลในขั้นต้น ทั้งยังมีข้อจำกัดอยู่มาก การพัฒนาของ 3G ทำให้เกิดการใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น       ลักษณะการทำงานของ 3G เมื่อเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้ว 3G มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และ สมบูรณ์แบบขึ้น      เช่น บริการส่งแฟกซ์, โทรศัพท์ต่างประเทศ ,รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่ ,ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร, ดาวน์โหลดเพลง, ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ เทคโนโลยี คุณสมบัติหลักของ 3G คือ  มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดเครื่องโทรศัพท์ (always on) นั่นคือไม่จำเป็นต้องต่อโทรศัพท์เข้าเครือข่าย และ log-in ทุกครั้งเพื่อใช้บริการรับส่งข้อมูล ซึ่งการเสียค่าบริการแบบนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไป ที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือข่าย อุปกรณ์สื่อสารไร้สายระบบ 3G สำหรับ 3G อุปกรณ์สื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของอุปกรณ์ สื่อสารอื่น เช่น Palmtop, Personal Digital Assistant (PDA), Laptop และ PC ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้มาตรฐานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA มีแนวโน้มของการประสบความสำเร็จทางธุรกิจที่รวดเร็วกว่ามาตรฐาน 2G จนถึง 2.75G นั้น สืบเนื่องมาจากการปฏิวัติรูปแบบของเทคโนโลยีเครือข่าย เพื่อตอบสนองรูปแบบการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจให้ผลักดันบริการ Non-Voice อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ UMTS Forum ได้กล่าวถึงจุดเด่นของมาตรฐาน W-CDMA ซึ่งจะนำความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการดังนี้ (เอกสาร Why the world has chosen W-CDMA : 24 September 2003)1. เครือข่าย W-CDMA รับประกันคุณภาพในการรองรับข้อมูลแบบ Voice และ Non-Voice ในแง่ของผู้ใช้บริการจะรับรู้ได้ว่าคุณภาพเสียงจากการใช้งานเครือข่าย 3G ชัดเจนกว่าหรืออย่างน้อยเทียบเท่าการสนทนาผ่านเครือข่าย 2G ส่วนการรับส่งข้อมูลแบบ Non-Voice จะรับรู้ถึงอัตราเร็วในการสื่อสารที่สูงกว่าการใช้งานผ่านเครือข่าย 2.5G และ 2.75G มาก อันเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเครือข่าย และใช้ย่านความถี่ที่สูงขึ้น2. W-CDMA เป็นมาตรฐานเปิด (Open Standard) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยกลุ่ม 3GPP ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับผู้พัฒนามาตรฐาน GSM ทำให้ผู้ให้บริการ 3G สามารถเชื่อมต่อเครือข่าย 3G เข้าหากันได้ถึงขั้นอนุญาตให้มีการใช้งานข้ามเครือข่าย (Roaming) เช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ในเครือข่ายยุค 2G นอกจากนั้นยังสามารถเชื่อมต่อเพื่อการใช้งานข้ามเครือข่ายกับมาตรฐาน 2G/2.5G/2.75G ได้ในทันที โดยผู้ใช้บริการเพียงมีอุปกรณ์สื่อสารแบบ Dual Mode เท่านั้น ทำให้เกิดลู่ทางในการสร้างเครือข่าย W-CDMA เพื่อเปิดให้ผู้ประกอบการเครือข่ายรายอื่นได้ร่วมเข้าใช้บริการ ในลักษณะของ Mobile Virtual Network Operator (MVNO) เป็นรายได้ที่สำคัญนอกเหนือจากการให้บริการ 3G กับผู้ใช้บริการที่จดทะเบียนภายในเครือข่าย3. มาตรฐาน W-CDMA เป็นมาตรฐานโลก ที่จะเข้ามาแทนที่เครือข่ายในตระกูล GSM เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เครือข่าย GSM เข้ามาแทนที่เครือข่าย 1G เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว จึงเป็นการรับประกันถึงพัฒนาการที่มีอย่างต่อเนื่องในด้านต่าง ๆ การเร่งเปิดให้บริการ 3G จึงเปรียบได้กับการเร่งเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันที่เกิดขึ้นในอดีต4. พิจารณาเฉพาะการให้บริการแบบ Voice จะเห็นว่าการลงทุนสร้างเครือข่าย W-CDMA มีต้นทุนที่ต่ำกว่าการสร้างเครือข่าย GSM ถึงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมาตรฐาน W-CDMA มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวให้ผู้ประกอบสามารถปรับเปลี่ยนทรัพยากรความถี่เพื่อรองรับ Voice และ Non-Voice ได้อย่างผสมผสาน ต่างจากการกำหนดทรัพยากรตายตัวในกรณีของเทคโนโลยี GSM5. W-CDMA เป็นมาตรฐานสื่อสารไร้สายชนิดเดียวที่มีรูปแบบการทำงานแบบแถบความถี่กว้าง (Wideband) อันนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการสร้างพื้นที่ให้บริการที่กว้างใหญ่ ไปพร้อม ๆ กับความสะดวกในการเพิ่มขยายขีดความสามารถในการรองรับข้อมูลข่าวสาร ต่างจากเครือข่าย 2G โดยทั่วไปที่ปัจจุบันเริ่มประสบกับปัญหาการจัดสรรความถี่ที่ไม่เพียงพอต่อการขยายเครือข่าย เนื่องจากเป็นระบบแบบแถบความถี่แคบ (Narrow Band)6. กลไกการทำงานภายในเครือข่าย W-CDMA เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐาน IETF (Internet Engineering Task Force) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดโอกาสให้พันธมิตรทางธุรกิจซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโปรแกรมหรือบริการพิเศษต่าง ๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้ทำการพัฒนาสร้างบริการผ่านอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย โดยใช้ทักษะความสามารถและความชำนาญที่มีอยู่ เป็นการกระตุ้นให้เกิดบริการประเภท Non-Voice ได้สารพัดรูปแบบ7. มีแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในรองรับการสื่อสารข้อมูลที่มีอัตราเร็วสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสู่มาตรฐาน HSDPA ที่รองรับการสื่อสารข้อมูลด้วยอัตราเร็วที่สูงมากถึง 14 เมกะบิตต่อวินาที ในขณะที่มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM ไม่สามารถพัฒนาให้รองรับการสื่อสารข้อมูลได้มากกว่าเทคโนโลยี EDGE ในปัจจุบัน ซึ่งรองรับข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็ว 384 กิโลบิตต่อวินาที และในความเป็นจริงก็ไม่สามารถเปิดให้บริการด้วยอัตราเร็วถึงระดับดังกล่าวได้ เนื่องจากจะทำให้สถานีไม่สามารถรองรับบริการ Voice ได้อีกต่อไป8. ในอนาคตมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G มีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนในการรวมตัวกับมาตรฐานสื่อสารไร้สายชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน Wireless LAN (IEEE802.11b/g) หรือ WiMAX (IEEE802.16d/e/e+) ทำให้ผู้ใช้บริการเครือข่ายไร้สายสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานในเครือข่ายใด ๆ ก็ได้ตามความเหมาะสมทางภูมิประเทศ โดยยังคงได้รับการดูแลโดยผู้ให้บริการเครือข่าย 3Gความสำคัญต่าง ๆ เหล่านี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM จำนวนมากทั่วโลก รวมนักลงทุนหน้าใหม่ ให้ความสำคัญสำหรับการแสวงหาสิทธิ์ในการเปิดให้บริการเครือข่าย 3G และมีแผนกำหนดเปิดให้บริการเทคโนโลยี W-CDMA  โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับต้น ๆ ของโลก 8 รายได้ตัดสินใจเลือกมาตรฐาน W-CDMA เป็นเทคโนโลยี 3G

 

 

แหล่งอ้างอิงhttp://www.pawoot.com/article/technology/479http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95/http://www.kiosk.is.in.th/?md=content&ma=show&id=10http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5http://www.vcharkarn.com/varticle/16257http://www.antthai.com/home/solutions/hotspot.htmhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_3http://www.azooga.com/content_detail.php?cno=652http://netfuture.wordpress.com/

 

Service Oriented Architecture (SOA)

posted on 08 Oct 2009 14:34 by itm0181
ปัจจุบัน SOA (Service-Oriented Architecture) เป็นหลักการการออกแบบสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ที่มีการพูดถึงกันมาก โดยหลายๆ องค์กรพยายามที่จะออกแบบระบบทางด้านไอทีให้เข้าสู่ระบบ SOA ซึ่งสิ่งที่ทำให้ SOA ถูกพูดถึงอย่างมากในปัจจุบัน นั่นก็คือการออกแบบที่มุ่งเน้นให้แอพพลิเคชันสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม ภาษาคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนา แต่เนื่องจาก SOA เป็นหลักการในการออกแบบ ดังนั้นการทำความเข้าใจและนำไปพัฒนาให้ใช้งานได้จริงนั้น ยังเป็นเรื่องที่ยาก จนเมื่อเว็บเซอร์วิส (Web Service) ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการพัฒนาตามหลักการของ SOA เกิดขึ้นมา จึงทำให้แนวคิด SOA ได้รับความนิยมขึ้นมาอย่างมาก จนบางครั้งทำให้หลายๆ คนคิดว่า SOA และ เว็บเซอร์วิสเป็นเรื่องเดียวกัน แต่จริงๆ แล้ว SOA เป็นแนวคิดหรือรูปแบบในการออกแบบการให้บริการ ส่วนเว็บเซอร์วิสเป็นวิธีการหนึ่งในการพัฒนาตามหลักการของ SOA เท่านั้น ทั้งนี้อาจใช้แนวทางอื่นในการพัฒนาระบบ SOA ก็ได้ เช่นการใช้ CORBA (Common Object Request Broker Architecture) หรือ Java RMI (Remote Method Invocation)                ในบทความนี้จะกล่าวถึงเนื้อหาที่เกี่ยวกับ ความหมายของ SOA (Service-Oriented Architecture) ว่าแท้จริงแล้ว SOA (Service-Oriented Architecture) นั้นมีความหมายว่าอย่างไร ระบบของ SOA (Service-Oriented Architecture) ว่าแต่ละชั้นนั้นใช้อะไรบ้าง  การพัฒนาการของ SOA (Service-Oriented Architecture) มีการพัฒนามาจากอะไร ถึงได้มาเป็น SOA (Service-Oriented Architecture) คุณลักษณะของ SOA (Service-Oriented Architecture) ว่ามีอะไรบ้างการพัฒนาเว็บเซอร์วิส โดยใช้ SOA ประโยชน์ของการพัฒนาระบบ SOA และเมื่อองค์นำมาประยุกต์จะเกิดผลอย่างไรความแตกต่างของ SOA และ Web serviceความหมาย  Service-Oriented Architecture (SOA) จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีได้ให้ความหมาย ของ SOA ว่า คือ การสร้างและพัฒนา ซอฟต์แวร์โดยใช้แนวคิดของ โครงสร้างของธุรกิจสมัยใหม่ ซึ่งมาจากแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลมาจาก แนวคิดแบบ "รูปแบบ เป็นผลมาจาก การใช้งาน" (form follows function)Thanachart Numnonda and Thanisa Kruawaisayawan ได้ให้ความหมายของ SOA ว่า  คือ  ระบบสถาปัตยกรรมเชิงบริการหรือ SOA เป็นแนวคิดในการจะออกแบบระบบไอทีในองค์กรให้เป็นระบบเชิงบริการ (Service-Oriented) ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ทั้งนี้ระบบไอทีขององค์กรต่างๆ ในปัจจุบันมักจะมีสถาปัตยกรรมแบบ Silo-Oriented Architecture ซึ่งการพัฒนาระบบไอทีในแต่ละระบบต่างเป็นอิสระต่อกัน อาจมีระบบที่ใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันเช่น Java, .NET, Oracle หรือ SAP เป็นต้น จึงทำให้ยากต่อการเชื่อมต่อ บำรุงรักษายาก มีค่าใช้จ่ายสูง ปรับเปลี่ยนระบบได้ยาก และการพัฒนาระบบใหม่ๆ เป็นไปด้วยความล่าช้า  สถาบันประมวลข้อมูลเพื่อการศึกษาและพัฒนา ได้ให้ความหมายของ SOA ว่า คือวิธีการในการเชื่อมรวมระบบที่มีทรัพยากร และสภาพแวดล้อมการทำงานที่แตกต่างกัน เข้าหากัน ทรัพยากรไอทีไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นระบบ  สามารถเข้าถึงได้ในฐานะบริการตัวหนึ่ง ความสามารถดังกล่าวนี้ สามารถดำเนินการ ได้ผ่านอินเตอร์เน็ตเฟสแบบเว็บเบสความซับซ้อนจะเพิ่มขึ้นเมื่อแต่ละบริการใช้โพรโตคอล หรือระบบปฏิบัติการคนละตัวซึ่งทำให้เกิดการ ไม่สามารถใช้งานรวมกันได้ SOA  จึงใช้โปรโตรคอลมาตรฐานและอินเตอร์เฟสที่เหมือนกันสำหรับทุกบริการ เพื่อที่จะเข้าถึงโลจิกเชิงธุรกิจและสารสนเทศในระบบสำหรับบริการที่แตกต่างกันไปได้ง่ายกานดา รุณนะพงศา สายแก้ว ได้ให้ความหมายของ SOA ว่า SOA ย่อมาจาก Service-Oriented Architecture  ซึ่งหมายความว่าสถาปัตยกรรมการบริการ  เป็นรูปแบบของซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยมุ่งเน้นในการให้บริการโดยที่ออกแบบซอฟต์แวร์โดยให้มีเงื่อนไขและข้อกำหนดน้อยที่สุดในการเรียกใช้ซอฟต์แวร์ ซึ่งทำให้ซอฟต์แวร์สามารถถูกเรียกใช้จากแพลตฟอร์มและระบบปฏิบัติการใด ๆ ได้ง่าย    คุณค่าของซอฟต์แวร์อยู่ที่การให้บริการบริการใดบริการหนึ่งอย่างยอมเยี่ยม จนทำให้เป็นที่พึงพอใจกับลูกค้า และมีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายที่อาจจะใช้แพลตฟอร์มและระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันลักษณ์ชัย ลือชัยชนะกุล ได้ให้ความหมายของ SOA ว่า SOA คือ สถาปัตยกรรมแอปปลิเคชั่นที่มีการเรียกใช้บริการ (service) ที่อยู่บนเน็ตเวิอร์คหรืออินเตอร์เน็ต หรือมี การให้บริการ (service) แก่แอปปลิเคชั่นอื่นๆ ในขณะที่การพัฒนาซอฟท์แวร์ที่มีสถาปัตยกรรมแบบ SOA คือการพัฒนาแอปปลิเคชั่นขึ้นเพื่อเป็นผู้ให้บริการ (service) หรือเพื่อเรียกใช้บริการ (service) จากแอปปลิเคชั่นอื่น หรือทั้งสองอย่างในขณะเดียวกันสรุปแล้ว Service-Oriented Architecture (SOA) คือ ระบบสถาปัตยกรรมเชิงบริการผ่านเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เป็นแนวคิดในการจะออกแบบระบบไอทีในองค์กรให้เป็นระบบเชิงบริการ (Service-Oriented) ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้  ซึ่งจะมีจุดเด่นในด้านความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และความสามารถในการรองรับผู้ใช้จำนวนมาก  จริงๆ แล้ว แนวคิดของ SOA นี้ ไม่มีอะไรใหม่ สถาปัตยกรรมแบบ SOA มีการใช้งานอยู่พอสมควรแล้ว แต่สิ่งที่โดดเด่นเกี่ยวกับตัว SOA คือ วิธีการในการติดต่อกันระหว่าง services นั้น ไม่ผูกติดอยู่กับระบบปฏิบัติการ หรือภาษาในการพัฒนาโปรแกรม การติดต่อสื่อสารระหว่าง services จะเป็นไปตามมาตรฐานที่ถูกกำหนดไว้ โดยไม่ต้องสนใจว่า service นั้นๆ ถูกพัฒนาขึ้นด้วยภาษา หรือเครื่องมือชนิดใด และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการณ์ใด การสื่อสารระหว่าง services จะอยู่ในระดับของการแลกเปลี่ยนเอกสาร (document) ระหว่างกันเท่านั้น จะไม่ได้ลงไปที่ ระดับต่ำกว่านั้น ซึ่งอาจจะทำให้มีการผูกติดกับภาษาของการพัฒนาโปรแกรม ระบบปฏิบัติการณ์ หรือฮาร์ดแวร์ เช่น ระดับของจาวาออปเจ็ค หรือรูปแบบการจัดเก็บของค่าตัวเลขที่ต่างกันในซีพียูบางตระกูล  สิ่งที่เป็นแนวคิดใหม่ในขณะนี้คือ SOA ที่ใช้เทคโนโลยี web service ซึ่งเป็นมาตรฐานที่การติดต่อสื่อสารระหว่าง services เป็นไปตามมาตรฐานชุดหนึ่ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิต ซอฟท์แวร์หลักๆ ทุกรายในขณะนี้ ซึ่งทำให้การใช้งาน web service เป็นไปได้อย่างสะดวก และแพร่หลายมากกว่ามาตรฐานชนิดเดียวกันที่มีมาก่อนหน้านี้  SOA มีการเก็บข้อมูลของ services ต่างๆ มารวบรวมไว้ในฐานข้อมูลกลางที่เรียกว่า repository โดยที่ข้อมูลที่เก็บอยู่ใน repository จะเป็นรายการของ services พร้อมทั้งรายละเอียดต่างๆ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะถูก เรียกว่า directory หรือ registry ของ services (Services Registry) โดยที่ service ที่ต้องการใช้บริการ จะสามารถทำการสืบค้น และดูรายละเอียดวิธีการ interface ของ service ที่ต้องการจาก Services Registry ได้เมื่อเราพัฒนาแอปปลิเคชั่นตามแบบสถาปัตยกรรม SOA แล้ว เราจะได้ services มากมายที่มีหน้าที่ต่างๆ กัน ประโยชน์ของ SOA จะเกิดขึ้นตอนที่เราสามารถที่จะนำเอา services ทั้งหลายมาประกอบกัน (Composite Application) แล้วเกิดเป็นแอปปลิเคชั่นใหม่ขึ้น และในกรณีที่ความต้องการทางธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง เช่นการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการทำงาน เราก็สามารถที่จะสลับเปลี่ยนลำดับ หรือ เปลี่ยน flow การทำงาน ได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่กระทบต่อ services ใดๆ เลย และ services แต่ละตัวก็อาจจะถูกพัฒนาขึ้นด้วยภาษาที่ต่างกัน หรือทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการณ์ที่ต่างกันด้วย

ประโยชน์อีกประการหนึ่งของสถาปัตยกรรมแบบ SOA คือ เนื่องจากการติดต่อระหว่าง services เป็นไปตามมาตรฐาน ทำให้การเชื่อมกันระหว่างแอปปลิเคชั่นสามารถกระทำผ่าน Bus กลางได้ ซึ่ง Bus กลางนี้เป็น Middleware ที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า Enterprise Service Bus (ESB)

แนวคิดของระบบ SOA คือการจัดระบบ Silo-Oriented Architecture ใหม่ โดยการสร้างระบบไอทีให้เป็น 4 ชั้น (Layer)·         Resource Layer ซึ่งจะเป็นชั้นของระบบโครงสร้างไอทีต่างๆ ในปัจจุบัน เช่นระบบฐานข้อมูล Oracleระบบโซลูชัน SAP หรือ PeopleSoft เป็นต้น·         Service Layer ซึ่งเป็นชั้นของส่วนประกอบเซอร์วิสต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ โดยส่วนประกอบเซอร์วิสเหล่านี้จะพัฒนามาจากโมดูล (Module) ต่างๆ ที่รันบน Resource Layer เช่นโมดูลของฐานข้อมูล Oracle โมดูลของระบบโซลูชัน SAP หรือ PeopleSoft และโมดูลของโปรแกรมประยุกต์ที่อาจพัฒนาด้วย Java หรือ .NET เป็นต้น·         Process Layer ซึ่งเป็นชั้นของกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) ที่พัฒนาขึ้นมาจากการส่วนประกอบเซอร์วิสต่างๆ

·         Access Layer ซึ่งเป็นชั้นของการเรียกใช้กระบวนการทางธุรกิจที่พัฒนาขึ้น โดยอาจผ่านทางเว็บไซต์ (Web Site) หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Phone)

หลักพัฒนาการของ Distributed Computing จากยุด Web Tier มาถึง SOAระบบสถาปัตยกรรมเชิงบริการหรือ SOA มีพัฒนาการมาจากระบบ Distributed Computing ซึ่งเริ่มตั้งแต่ยุคแรกที่เป็น Single Tier ไปสู่ Web Tier  ในปัจจุบันหลายๆ องค์กรได้พัฒนา Web Applications ซึ่งส่วนมากจะพัฒนาโดยใช้ Java EE (Servlet/JSP), .NET (ASP) หรือ PHP ทั้งส่วนแสดงผล (Presentation Logic) และส่วนประมวลผล (Business Logic) ภายใน Web Server และผู้พัฒนาจะต้องพัฒนาส่วนที่เป็นเซอร์วิสระบบ (System Service) เช่น Concurrency, Load Balancing, Transaction และ Security เอง ทำให้การพัฒนา Web Application แบบ Web Tier สำหรับระบบขนาดใหญ่ทำได้ยากแนวทางการพัฒนาระบบ Distributed Computing ในยุคถัดมา คือการพัฒนาระบบแบบ N-Tier ซึ่งจะมีการนำเอา Application Server มาเป็นมิดเดิ้ลแวร์ (Middleware) เพื่อจัดการส่วนที่เป็นเซอร์วิสระบบและเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรต่างๆ ของระบบ ทำให้นักพัฒนาสามารถที่จะเน้นการพัฒนาเฉพาะส่วนประมวลผล โดยการสร้างส่วนประกอบซอฟต์แวร์ (Software Component) หรือเซอร์วิส (Service) เพื่อให้ส่วนแสดงผลใน Web Server เรียกใช้งานได้

ซึ่งวิธีการพัฒนาส่วนประกอบซอฟต์แวร์หรือเซอร์วิส อาจใช้ Java EE (EJB), .NET (NET Managed Component) หรือระบบ Legacy (IDL/CORBA) โดยใช้โพรโทคอลเฉพาะที่เป็น Binary Protocol ดังนี้

·         RMI/IIOP สำหรับ Java EE·         COM สำหรับ Microsoft·         CORBA สำหรับระบบมาตรฐานทั่วไประบบ Distributed Computing ในยุดถัดมาก็คือยุคที่มีการนำเว็บเซอร์วิสเข้ามาใช้ โดยการเปลี่ยนโพรโทคอลเฉพาะเหล่านั้นให้เป็นโพรโทคอลกลางที่มีมาตรฐาน เช่นการนำโพรโทคอล SOAP/REST มาใช้ในการเรียกเซอร์วิสแทนที่การใช้โพรโทคอล RMI/IIOP หรือการนำ WSDL มาใช้ในการประกาศเซอร์วิส ดังตัวอย่างในรูปที่ 3 ซึ่งเป็นการแสดงการเปลี่ยนส่วนประกอบซอฟต์แวร์ที่ใช้ Java EE ให้เป็นส่วนประกอบเซอร์วิส (Service Component) โดยการเพิ่ม Web Service Layer (ในทางปฏิบัติ Java Application Server จะสนับสนุนการเพิ่ม Web Service Layer อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มเครื่อง Server)การนำเว็บเซอร์วิสมาใช้ จะทำให้การติดต่อกันของส่วนประมวลผลและส่วนแสดงผลสามารถทำได้หลากหลายขึ้น กล่าวคือการพัฒนาส่วนแสดงผลไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับเทคโนโลยีของส่วนประมวลผล ตัวอย่างเช่นไม่จำเป็นต้องใช้ JSP/Servlet ในการเรียกเว็บเซอร์วิสที่พัฒนาโดยใช้ Java EE แต่สามารถใช้ ASP.NET เรียกแทนได้ ดังแสดงในรูปที่ 4 ดังนั้นการพัฒนา Distributed Computing ในยุคเว็บเซอร์วิส จึงสามารถเชื่อมโยงระบบไอทีที่หลากหลาย (Heterogeneous System) ให้สามารถทำงานร่วมกัน (Interoperability) ได้ดีนั่นเองซึ่งก็สามารถสรุปได้เป็นข้อ ๆ  ได้คือ-          SOA สามารถ implements โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Web Services และโดยมากจะใช้ Adapter สำหรับ Legacy System-          SOA project มีต้นทุนที่สูงราคาหลายสิบล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากต้องการ Enterprise Service Bus (ESB) เช่น Sun Java CAPS, Oracle Fusion, SAP NetWeaver, Web Logic, IBM Websphere, TIBCO, Web Method หรือ Biztalk และต้องการ Hardware ขนาดใหญ่เพราะมีจำนวน TPS สูงมาก-          การพัฒนา Web Service ในทางปฎิบัติควรทำใน App Server Tier (ไม่ใช่ Web Tier) เนื่องจากจะมีการเรียกใช้ resource มากทำให้ไม่สามารถจัดการผ่าน web tier ได้นอกจากเป็นระบบขนาดเล็กที่ไม่มีผู้ใช้เยอะเช่น 50-100 TPS-          การพัฒนา SOA ต้องการ Domain expert ในธุรกิจนั้นๆ เพราะ Developer จะทำได้ดีในชั้นของ Service-          SOA project โดยมากจะเริ่มจากความต้องการด้าน Enterprise Application Integrationระบบ SOA จะมีคุณลักษณะที่สำคัญหลักๆ ดังนี้·         การติดต่อสื่อสารระหว่างเซอร์วิส จะใช้เอกสารที่เป็น XML ที่นิยามผ่าน XML Schema (.xsd) ทำให้ไม่จำเป็นต้องทราบรายละเอียดของแฟลตฟอร์มและเทคโนโลยีของเซอร์วิสที่ใช้อยู่·         เซอร์วิสจะมีตัวเชื่อมต่อ (Interface) ที่อธิบายเซอร์วิส เช่น Service Name, Input Parameter, Output Parameter และข้อมูลอื่นๆ ในรูปแบบของไฟล์ XML ทำให้ไม่ขึ้นกับแฟลตฟอร์มและเทคโนโลยีที่เซอร์วิสนั้นใช้อยู่ โดยมากมักจะใช้มาตรฐาน WSDL (Web Service Description Language) ในการอธิบายเซอร์วิส·         โปรแกรมประยุกต์ (Application) หรือกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ สามารถพัฒนาขึ้นมาจากการใช้เซอร์วิสเดิมที่มีอยู่ ซึ่งมาตรฐานที่นิยมใช้คือ WS-BPEL (Web Service Business Process Execution Language) ·         SOA จะมี Registry ในการเก็บเซอร์วิสต่างๆ ที่มีอยู่ ซึ่ง Registry จะทำหน้าที่เหมือนไดเร็กทอรี่ของเซอร์วิส โดยโปรแกรมประยุกต์หรือกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ จะค้นหาและเรียกใช้เซอร์วิสจาก Registry นี้ มาตรฐานที่ใช้ในการเก็บ Registry ที่นิยมใช้คือ UDDI (Universal Description Definition and Integration)·         เซอร์วิสแต่ละตัวจะมีส่วนการควบคุมคุณภาพที่เป็น QoS (Quality of Service) อาทิเช่นการควบคุมความปลอดภัยด้าน Authentication, Authorization, Reliable Message และ Policyการออกแบบตามแนวคิดของ SOA สามารถแบ่งออกได้ดังนี้1.               Service Interfrace layer  ชั้นนี้เป็นชั้นของการสร้างส่วนติดต่อกับผู้ใช้ เพื่อให้สามารถเรียกใช้บริการที่พัฒนาขึ้น2.               Business Layer ชั้นนี้เป็นการพัฒนากระบวนการูรกิจ โดยการสร้างจากการเรียกใช้บริการต่าง ๆ ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจจะมีการพัฒนาโดยการใช้ BPEL (Business Process Execution Language) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในการเขียนกระบวนการเชิงธุรกิจ BPEL เป็นภาษาที่ไว้ใช้กำหนด Business Process ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นภาษา XML โดยลักษณธของ BPEL คือ เป็น Procedural Language คล้ายกับ Flow Chart ที่ทำหน้าที่กำหนดว่าจะเรียกบริการไหน เมื่อไหร่ และอาจเก็บตัวแปรด้วย  การทำงานจะไปข้างหน้าเรื่อย ๆ จนจบไฟล์3.                Resource Access layer  ชั้นนี้เป็นชั้นที่จะเข้าถึงระบบไอทีต่าง ๆ เช่นระบบฐานข้อมูล และพัฒนาให้เป็นบริการ เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงระบบไอทีต่าง ๆเข้าด้วยกัน แต่เนื่องจากในส่วนนี้จะมีความหลากหลายของข้อมูลจึงควรจะมีการใช้ ESB (Enterprise Service Bus) เพื่อทำการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน โดยภายในESB - เป็น Software Infrastructure ที่ทำให้ Service Provider และ Service Sender ติดต่อกันได้ ทาง middleware พื้นฐานที่เป็น web service ซึ่งเรียกกว่า Enterprise Service Bus โดยมันจะสนับสนุนให้ SOA ใน enterprise ให้เพิ่ม flexibility และ managibility ของ SOA และ ESB ก็มีฟังก์ชันที่เสริ่มสร้างการทำงานให้กับการ integrationการพัฒนา SOA โดยใช้เว็บเซอร์วิสแม้การพัฒนาสถาปัตยกรรมเชิงบริการ (Service Oriented Architecture หรือ SOA) ในยุคแรกจะสามารถทำได้โดยใช้เทคโนโลยีอื่นๆ อาทิเช่น CORBA, Java RMI และ DCOM หรือสามารถใช้ MOM (Message Oriented Middleware) เพื่อพัฒนา SOA ในรูปของการแลกเปลี่ยนข้อมูลของสถาปัตยกรรม EAI ที่นิยมใช้ทั่วไป แต่ในปัจจุบันการพัฒนา SOA โดยใช้เทคโนโลยีเว็บเซอร์วิสเริ่มได้รับการยอมรับมากกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ ด้วยเหตุผลดังนี้·          เว็บเซอร์วิสอิงอยู่กับมาตรฐานที่เปิดเช่น SOAP WSDL UDDI และมาตรฐานเว็บเซอร์วิสอื่นๆ ทำให้องค์กรต่างไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนกับโซลูชันที่ใช้เทคโนโลยีเฉพาะ และป้องกันการผูกขาดโดยผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง·          เว็บเซอร์วิสสนับสนุนการเชื่อมโยงกับโซลูชันของผู้ผลิตต่างๆ ทำให้ช่วยลดต้นทุน·          เว็บเซอร์วิสสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบ แพลตฟอร์ม และโซลูชันต่างๆทั้งภายในองค์กร ระหว่างองค์กร และภายนอก·          Business Service Tier : ประกอบด้วยเซอร์วิสที่พัฒนามาจากเทคโนโลยี IMS, CORBA และ โปรแกรม Workflow และมีเว็บเซอร์วิสที่พัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีJava EE·          Business Access Tier : จะมี Service Registry (เช่น UDDI) สำหรับการลงทะเบียนและค้นหาเว็บเซอร์วิส ดังนั้นจึงต้องมี Legacy gateways เพื่อแปลงเซอร์วิสที่ใช้เทคโนโลยีให้เป็นเว็บเซอร์วิสสำหรับIMS, CORBA และใช้ WebSphere MQ เพื่อแปลง Workflow ให้เป็นเว็บเซอร์วิส·          Communication Infrastructure : จะใช้โพรโทคอล SOAP บน HTTP และ SOAP ที่ใช้มาตรฐาน WS-ReliableMessaging·          Client/Presentation : ตัวอย่างนี้แสดงการใช้โปรแกรมแสดงผลที่พัฒนาโดยเทคโนโลยี .NETเหตุผลของการพัฒนา SOAการพัฒนาสถาปัตยกรรม SOA จะมีประโยชน์ต่อองค์กรในหลายๆ ด้านอาทิเช่น การทำให้ข้อมูลต่างๆภายในองค์กรเชื่อมโยงกัน การลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา การทำให้การพัฒนาโปรแกรมใหม่เป็นไปด้วยความรวดเร็วขึ้น และทำให้ระบบไอทีในองค์กรไม่ผูกติดอยู่กับระบบใดระบบหนึ่ง โครงสร้างของระบบไอทีขององค์กรขนาดใหญ่ (Information Technology Enterprise) จะประกอบไปด้วยระบบที่หลากหลายทั้งในด้านระบบปฏิบัติการ (Operating System) โปรแกรมประยุกต์ และระบบซอฟต์แวร์ ซึ่งโปรแกรมประยุกต์บางโปรแกรม อาจใช้ในการทำงานกับกระบวนการทางธุรกิจบางอย่าง ที่อาจทำงานภายใต้ระบบโครงสร้างไอทีเดิม เช่นพัฒนาโดยใช้เครื่องเมนเฟรม ดังนั้นเมื่อมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธุรกิจ จะทำให้การเปลี่ยนแปลงโดยใช้โครงสร้างไอทีเดิมทำได้ยาก จนอาจมีความต้องการที่จะยกเลิกระบบเดิมและพึ่งพาเทคโนโลยีใหม่ ระบบ SOA จะช่วยคุ้มครองการลงทุนขององค์กร เพื่อให้สามารถนำระบบโครงสร้างไอทีเดิมมาใช้ต่อไปได้ โดยการพัฒนาระบบโปรแกรมเดิมให้เป็น SOA Service และสามารถพัฒนากระบวนการทางธุรกิจจากเซอร์วิสต่างๆ ที่มีอยู่ จึงทำให้องค์กรสามารถเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้โปรแกรมประยุกต์เดิม และโครงสร้างไอทีเดิมที่มีอยู่ เหตุผลหลักขององค์กรในการพัฒนาระบบ SOA จึงมักจะเริ่มจากความต้องการในการเชื่อมโยงระบบโครงสร้างไอทีต่างๆ ในปัจจุบันเข้าด้วยกัน หรือการทำ Enterprise Application Integration (EAI) แต่ระบบ SOA จะแตกต่างกับระบบ EAI เดิมในแง่ที่ของความสามารถในการพัฒนากระบวนการทางธุรกิจใหม่จากเซอร์วิสเดิมที่มีอยู่ และมีการใช้ถึงมาตรฐานต่างๆ จากนั้นก็จะเป็นการนำ SOA มาใช้เพื่อพัฒนากระบวนการทางธุรกิจใหม่ๆ ประโยชน์ของการพัฒนา SOA การพัฒนาระบบโครงสร้างไอทีในองค์กรให้เป็นระบบ SOA จะเกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้สามารถเชื่อมโยงธุรกิจต่างๆการพัฒนา SOA มีการเชื่อมโยงระบบไอทีต่างๆ ภายในองค์กรและภายนอกองค์กรที่อาจใช้เทคโนโลยีที่ต่างกัน ทำให้เราสามารถเชื่อมโยงธุรกิจต่างๆ ที่อาจอยู่ต่างระบบกัน และสามารถให้บริการกับลูกค้า คู่ค้า และบุคลากรในองค์กรได้ระบบไอทีสามารถปรับเปลี่ยนได้ง่ายการพัฒนา SOA สามารถที่จะทำให้นำระบบไอทีเดิมมาใช้ใหม่ได้ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจจึงเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และทำให้สามารถแข่งขันในตลาดธุรกิจได้อย่างรวดเร็วการลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และให้ผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่าการพัฒนา SOA ทำให้องค์กรสามารถที่จะใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย จึงทำให้เราสามารถที่จะเลือกใช้เทคโนโลยีต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องผูกติดกับเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านไอทีในระยะยาวลดลง   การทำงานของฝ่ายธุรกิจและฝ่ายไอทีสอดคล้องกันมากขึ้นการพัฒนา Business Process ของฝ่ายไอทีจะมีขั้นตอนที่ชัดเจนสามารถแสดงในเชิงกราฟฟิกได้และเข้าใจง่ายขึ้น และหน่วยงานทางธุรกิจที่ต้องเข้าใจด้านกระบวนการทางธุรกิจสามารถที่จะเข้ามาร่วมทำการพัฒนาร่วมกับฝ่ายไอทีได้ดีขึ้นโซลูชันสำหรับการพัฒนา SOAแม้ว่า SOA จะเป็นแนวคิดในการพัฒนาสถาปัตยกรรมไอที แต่การจะพัฒนา SOA ได้ก็จำเป็นจะต้องมีผลิตภัณฑ์ (Product) และเครื่องมือต่างๆ ดังนี้1.           ESBจะทำหน้าที่เป็นมิดเดิ้ลแวร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระบบไอทีต่างๆ ในชั้น Resource Layer เข้าด้วยกัน ESB เปรียบเสมือนถนนเพื่อให้ Service ต่างๆ ติดต่อกันได้ โดยทั่วไป ESB จะประกอบด้วย Server ต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ดังนี้·         Integration Server เป็นมิดเดิ้ลแวร์เพื่อเชื่อมต่อกับระบบไอทีต่าง โดยเชื่อมต่อผ่าน Adapter ที่ต่างกัน อาทิเช่น เว็บเซอร์วิส HTTP, FTP, SMTP และ JDBC Adapters เป็นต้น รวมถึง Application Adapter ต่างๆ เช่น Oracle Finance, SAP และ PeopleSoft Adapters เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การเชื่อมต่อกับ ESB ไม่มีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนโปรแกรมประยุกต์เดิมที่มีอยู่ให้เป็นเว็บเซอร์วิส แต่บางกรณีสามารถทำได้โดยเรียกผ่าน Adapter โดยตรง·         Registry & Repository Server เป็นมิดเดิ้ลแวร์เพื่อที่จะเก็บ SOA Service ต่างๆ ที่มีอยู่ รวมไปถึงการเก็บโปรแกรมประยุกต์หรือกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมา·         Messaging Server เป็นมิดเดิ้ลแวร์เพื่อที่จะเป็นตัวกลางในการส่งผ่านข่าวสาร (message) ระหว่างเซอร์วิสต่างๆ ทั้งนี้เพื่อประกันได้ว่าข่าวสารสามารถส่งถึงเซอร์วิสปลายทางได้อย่างถูกต้อง (Guarantee Message Delivery) โดยสามารถส่งข่าวสารได้ทั้งในรูปแบบ Queue และ Topic ·         Adapters ที่ใช้ในการเชื่อมต่อ·         Data Validator, Data Transformer หรือ XML Wrapper เช่น ebXML, EDI และ SWIFT·         Messaging System สำหรับ Guarantee Message Delivery·         QoS ของ Service เช่น Authentication และ Authorization2.         Business Process Management (BPM) SystemBPM คือการทำงานใน Process Layer โดยมีการพัฒนากระบวนการทางธุรกิจซึ่งเป็นการเขียนภาษา BPEL ที่อยู่ในรูปของ XML ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือในการพัฒนาโปรแกรม BPEL หรือ BPEL Designer โดยมากจะเป็นเครื่องมือที่สามารถเขียนกระบวนการทางธุรกิจในรูปของกราฟฟิกโดยใช้มาตรฐาน BPMN และสามารถที่จะแปลเป็น BPEL ได้ นอกจากนี้ยังจะต้องมี BPEL Engine เพื่อทำหน้าที่ในการรันโปรแกรม BPEL ที่พัฒนาขึ้นโดยการเรียกให้เซอร์วิส ตามคำสั่งของโปรแกรม BPELฟังก์ชันอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญในการจัดการกระบวนการทางธุรกิจ คือ Business Process Monitoring เพื่อตรวจสอบการทำงานของกระบวนการทางธุรกิจที่รันอยู่ในมิดเดิ้ลแวร์ 3.       เครื่องมือพัฒนาโปรแกรมและมิดเดิ้ลแวร์สำหรับการเรียกใช้กระบวนการธุรกิจกระบวนการทางธุรกิจสามารถที่จะกำหนดเป็นเซอร์วิสใหม่และเรียกใช้ผ่าน Access Layer ที่อาจเป็นโปรแกรม Desktop หรือ Web Programming ได้ ดังนั้นจึงจะต้องมีเครื่องมือในการพัฒนาโปรแกรมที่จะเรียกใช้กระบวนการทางธุรกิจเหล่านี้ ซึ่งอาจเป็นเครื่องมือในการสร้างเว็บ Workflow หรือรายงานต่างๆเช่น BAM (Business Activity Monitoring) นอกจากนี้บางองค์กรอาจต้องการพัฒนาเว็บท่า (Portal) ดังนั้นจึงอาจต้องมีมิดเดิ้ลแวร์ที่เป็น Portal Server เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงจากจุดเดียว (Single Point of Entry) ได้4.      ระบบ Secure SOAการพัฒนา SOA ที่ดีต้องมีการทำ QoS ในด้าน Authentication ของเซอร์วิสาต่างๆ ดังนั้นระบบ SOA ส่วนใหญ่จึงมีระบบ Identity Management ในการกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ และมีระบบ SSO (Single Sign On) เพื่อให้ผู้ใช้ล็อกอินเพียงครั้งเดียวองค์กรที่นำระบบ SOA มาประยุกต์ใช้แม้ว่า SOA จะมีประโยชน์และผลตอบแทนการลงทุนในระยะยาว (ROI: Return of Investment) จะคุ้มค่า แต่การลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูง เพราะต้องการซอฟต์แวร์ ESB และฮาร์ดแวร์ขนาดใหญ่ที่มีหลาย CPU ประกอบกับค่าพัฒนาระบบค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องการทีมงานที่เข้าใจกระบวนการธุรกิจด้านนั้น ในปัจจุบันองค์กรในประเทศไทยหลายๆ องค์กรเริ่มมีโครงการ SOA เข้ามาทั้งในภาคธุรกิจการเงิน โทรคมนาคม และภาครัฐ ซึ่งจะเห็นได้ว่าโครงการเหล่านี้มีมูลค่าหลายสิบล้านบาท และผู้พัฒนาไม่ใช่แค่นักพัฒนาโปรแกรม (Developer) แต่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจนั้นๆ ด้วย เพราะการนิยามเซอร์วิสและการพัฒนากระบวนการทางธุรกิจต้องมีความเข้าใจธุรกิจนั้นเป็นอย่างดีในต่างประเทศมีการนำ SOA มาประยุกต์ใช้ในองค์กรต่างๆ จำนวนมากทั้งในภาคการเงิน โทรคมนาคม ค้าปลีก ภาครัฐ และระบบสาธารณสุข ตัวอย่างเช่น Australia Department of Defense, Us Army, Center Point of Energy, Blue Cross, General Motors, ABN-AMRO และSmart เป็นต้นตัวอย่างของระบบสาธารณสุขใน UK (National Healthcare System) เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นการพัฒนาระบบ SOA ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง โดยการเชื่อมโยงระบบไอทีของโรงพยาบาลกว่า 250 แห่ง คลีนิกและสถานพยาบาลกว่า 600,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงระบบไอทีกว่า 10,000 ระบบ โครงการนี้ให้บริการประชาชนกว่า 50 ล้านคน และมีจำนวนธุรกรรม (Transaction) ต่อปีกว่าหกพันล้าน โดยโครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐในยุคปัจจุบันมีการพัฒนา SOA ในการพัฒนากระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) ใหม่โดยอ้างอิงจากเซอร์วิสเดิมที่มีอยู่ การพัฒนา SOA แม้จะสามารถทำได้หลายวิธี แต่เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบันคือการใช้แพลตฟอร์มเว็บเซอร์วิส ซึ่งจะใช้ภาษา BPEL ในการพัฒนากระบวนการทางธุรกิจโดยการประกอบเว็บเซอร์วิสที่อธิบายโดยใช้ภาษา WSDL   Business Process Management หรือ BPM เป็นการบริหารจัดการกระบวนการทางธุรกิจโดยจะกล่าวถึง การจำลอง การพัฒนา การติดตั้ง และการตรวจสอบ BPM เป็นเรื่องที่มีมานานแล้วตั้งแต่ยุคแรกที่กล่าวถึงเรื่อง workflow จนมาถึงยุคของเว็บเซอร์วิสที่พูดถึงการทำ Web Services Orchestration และ Web Services Choreographyจุดประสงค์และประโยชน์ของ BPM มีดังนี้·         ทำให้ความต้องการทางธุรกิจ (Business Requirement) สอดคล้องกับระบบไอทีที่จะพัฒนาขึ้น ทั้งนี้เพราะ BPM ช่วยให้ผู้ใช้ทางฝ่ายธุรกิจสามารถจำลอง Business Process แล้วมอบหมายให้ฝ่ายไอทีพัฒนาซอฟต์แวร์หรือระบบเพื่อที่จะทำงานให้สอดคล้องกับ Business Process เหล่านี้·         เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโดยการพัฒนาBusiness Process ให้เป็นระบบอัตโนมัติ·         องค์กรสามารถจะปรับเปลี่ยน Business Process ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถแข่งขันเชิงธุรกิจได้·         ลดต้นทุนและเวลาในการพัฒนาโซลูชัน เนื่องจากการพัฒนา Business Process จะเป็นการพัฒนาโปรแกรมในระดับสูงที่ใช้สัญลักษณ์ทางกราฟฟิก ทำให้นักวิเคราะห์ทางธุรกิจ (Business Analyst) และนักพัฒนาโปรแกรม (Developer) สามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อพัฒนาและปรับเปลี่ยนระบบไอทีได้อย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับความต้องการเชิงธุรกิจการสร้าง Business Process จากเซอร์วิสที่อยู่ใน Services Layer มีดังนี้·         มีการกำหนดนิยามของเซอร์วิสที่ชัดเจน โดยอาจใช้มาตรฐาน WSDL และไม่ยึดติดกับเทคโนโลยี ดังนั้นเราสามารถที่จะพัฒนา Business Process โดยไม่ต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีของเซอร์วิส·         มี Service Registry ทำให้เราสามารถค้นหาเซอร์วิสได้แบบพลวัต (dynamic)·         สามารถนิยามโมเดลของข้อมูลที่เป็นอิสระจากโมเดลของข้อมูลของแต่ละโปรแกรมประยุกต์ใน Resource Layer·         สามารถที่จะกำหนดระดับความปลอดภัยของเซอร์วิสต่างๆ เช่นการกำหนด Single Sign On หรือการกำหนดสิทธิการใช้แบบ RBAC (Role Based Access Control) ทำให้การพัฒนา Business Process ไม่จำเป็นต้องไปจัดการเรื่องความปลอดภัยโดยตรงกับส่วนโปรแกรมประยุกต์หรือระบบใน Resource Layerวิธีการพัฒนากระบวนการใหม่ที่ทำใน Process Layerโดยมากจะใช้เทคโนโลยีเว็บเซอร์วิส โดยจะนำเว็บเซอร์วิสที่ประกาศโดยใช้มาตรฐาน WSDL มาประกอบเป็นกระบวนการใหม่โดยมีวิธีการอยู่สองวิธีคือ·         Orchestration คือการพัฒนา Business Process โดยมีกระบวนการตัวกลาง (Central Process) ที่จะทำหน้าที่จัดการกับธุรกรรมทั้งหมดโดยจะส่งงานไปให้เว็บเซอร์วิสอื่นทำการประมวลผลและรับผลลัพธ์กลับมาพร้อมทั้งควบคุมการลำดับการทำงานของเว็บเซอร์วิสดังรูปที่ 4 ซึ่ง Central Process นี้ก็อาจกำหนดให้เป็นเว็บเซอร์วิสใหม่อีกตัวหนึ่ง การประกอบเว็บเซอร์วิสแบบ Orchestration โดยมากจะพัฒนาโดยใช้ภาษาBPEL ที่จะกล่าวถึงต่อไป·         Choreography คือการพัฒนา Business Collaboration ในกรณีนี้จะไม่มีตัวกลางที่คอยควบคุมอยู่ แต่เว็บเซอร์วิสจะทราบเองว่าเมื่อไรที่จะต้องทำการประมวลผลและส่งผลลัพธ์ไปยังเว็บเซอร์วิสใดโดยการส่งข่าวสารระหว่างเว็บเซอร์วิสดังรูปที่ 5 เว็บเซอร์วิสทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับ Business Collaboration จะต้องทราบถึง Business Processที่ทำความร่วมมือกันอยู่เช่น รูปแบบของข่าวสาร เอเปอร์เรชั่นที่ต้องประมวลผล หรือเวลาที่ต้องส่งข่าวสาร เป็นต้น ซี่งแตกต่างกับกรณีของ Orchestration ซึ่งเว็บเซอร์วิสแต่ละตัวจะไม่ทราบรายละเอียดของ Business Processเลย การประกอบเว็บเซอร์วิสแบบ Orchestration โดยมากจะพัฒนาโดยใช้ภาษา WS-CDLการประกอบเว็บเซอร์วิสแบบ Orchestration มีข้อเด่นกว่าแบบ Choreography ดังนี้·         การประสานงานกันระหว่างเว็บเซอร์วิส สามารถควบคุมโดยตัวประสานงานกลาง·         เว็บเซอร์วิสแต่ละตัวสามารถถูกเรียกใช้ใน Business Process โดยไม่จำเป็นต้องทราบว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Business Process นั้นๆ·         สามารถปรับเปลี่ยน Business Process ได้ง่ายกว่า การพัฒนา Business Process จากเว็บเซอร์วิสที่นิยามใน Services Layer โดยใช้ภาษา WSDL ทั้งนี้ก่อนที่จะมีภาษา BPEL แต่ละบริษัทผู้ผลิตต่างก็มีรูปแบบของการเขียน Business Process ที่แตกต่างกัน ดังนั้นจุดประสงค์ของการกำหนดมาตรฐาน BPEL ก็เพื่อนิยามมาตรฐานกลางสำหรับการเขียน Business Process โดยใช้แพลตฟอร์มที่เป็นเว็บเซอร์วิสBPEL ถูกพัฒนามาจากภาษาที่ใช้ในการพัฒนาworkflow สองภาษาคือ Web Services Flow Language (WSFL) และ XLANG โดยได้กำหนดเป็นเวอร์ชันแรกเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2002 ซึ่งต่อมาทาง OASIS (the Organization for the Advancement of Structured Information Standards) ได้ประกาศให้ BPEL 1.1 เป็นมาตรฐานสำหรับการพัฒนา Business Process บนเว็บเซอร์วิส BPEL สามารถพัฒนาได้สองรูปแบบโดยจะสนับสนุนการพัฒนาทั้งแบบ Orchestration และ Choreographyดังนี้·         กระบวนการแบบจัดการ (Executable Process) : เป็นการพัฒนาโดยระบุรายละเอียดต่างๆของ Business Process ตามแบบจำลอง Orchestration และสั่งงานโดยตัวจักรกล Orchestration·         กระบวนการแบบย่อ (Abstract Process) : เป็นการพัฒนาโดยระบุเฉพาะการส่งข่าวสารระหว่างเว็บเซอร์วิสต่างๆ โดยไม่รวมถึงรายละเอียดภายในของลำดับการทำงานของกระบวนการ ซึ่งกรณีนี้จะสอดคล้องกับแบบจำลอง Choreographyดังนั้น BPM เป็นการบริหารจัดการกระบวนการทางธุรกิจโดยจะกล่าวถึง การจำลอง การพัฒนา การติดตั้ง และการตรวจสอบ Business Process ซึ่งสามารถที่จะพัฒนา Business Process นี้ได้โดยการประกอบเว็บเซอร์วิสสองแบบคือ Orchestration และ Choreography แต่รูปแบบ Orchestration มีข้อดีกว่า ซึ่งจะพัฒนาโดยใช้ภาษา BPEL ที่เป็นภาษา XML ซึ่งจะมีองค์ประกอบหลักสามส่วนคือ ตัวออกแบบ BPEL ตัวจักร BPEL และ Process Flow Template SOA กับ Web Services เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรSOA เป็นรูปแบบของการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เน้นให้ซอฟต์แวร์สามารถให้บริการได้โดยไม่ มีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดของแพลตฟอร์มที่ใช้ของผู้ร้องขอบริการ ส่วน Web service เป็นซอฟต์แวร์ที่ให้บริการผ่านทางอินเทอร์เน็ตซึ่งข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการและผู้ขอบริการอยู่ในรูปแบบของภาษาเอกซ์เอ็มแอล ฉะนั้นจริง ๆ แล้ว Web service คือซอฟต์แวร์ที่สามารถพัฒนาในอยู่ในรูปแบบของ SOA การที่ผู้ให้บริการ Web service และ ผู้ร้องขอ Web service สื่อสารกันด้วยภาษาเอกซ์เอ็มแอลซึ่งเป็นภาษามาตรฐานที่ใช้ในการนำเสนอและแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ต จึงทำให้การเรียกใช้ Web service ไม่ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มของผู้เรียกใช้ โดยสรุปแล้ว SOA เป็นสไตล์หรือเป็นรูปแบบ ส่วน Web service Technology เป็นวิธีการพัฒนา ความสัมพันธ์ระหว่าง SOA และ Web Services ก็คือ Web service เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำให้ SOA เกิดขึ้นจริงและใช้ได้จริง

 

แหล่งอ้างอิง1.               Eric Newcomer and Greg Lomow, Understanding SOA with Web Services, Addison-Wesley, 20052.               Thomas Erl, Service-Oriented Architecture Concepts Technology and Design, Prentice Hall, 20053.               Arnon Rotem-Gal-Oz,What is SOA anyway?.Retrieved from IntoSys: www.rgoarchitects.com/Files/SOADefined.pdf4.               Duane Nickul,Service Oriented Architecture(SOA) and Specialized Messaging Patterns. Retrieved from IntoSys: www.adobe.com/.../pdfs/Services_Oriented_Architecture_from_Adobe.pdf5.               C. Matthew MacKenzie, Ken Laskey, Francis McCabe, Peter F Brown, Rebekah Metz, Reference Model for Service Oriented Architecture 1.0, Committee Specification 1, 2 August 2006.Retrieved from IntoSys: www.oasis-open.org/committees/download.php/.../soa-rm-cs.pdf6.               http://www.thaijavadev.com/soa/articles/WSIntro/WSIntro.html1.               http://www.tu.ac.th/news/community/2009/01/07.ipied.soa.htm2.               ธนิศา เครือไวศวรรณ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง,SOA and webservice3.               http://www.narisa.com/forums/index.php?showtopic=19162